Something to Share

Wednesday, November 30, 2005

แสตมป์เฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวาฯ



แสตมป์พิเศษ- แสตมป์เฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวาฯ
ที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผลิตออกวางจำหน่าย
ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ 5 ธ.ค.นี้
จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย
โดยเฉพาะด้านการเกษตรกรรม

นอกจากภาพเกษตรแบบผสมผสานที่ก่อให้เกิดการช่วยเหลือค้ำจุน
ซึ่งกันและกันแล้ว ยังประกอบด้วยภาพเกษตรกร
และประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน มีชีวิตพอมีพอกิน
สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์
คั่นอยู่ตรงกลางระหว่างภาพทั้งสอง ดังนั้นเวลานำไปใช้ผนึกเพื่อชำระค่าบริการ
จะต้องเป็นดวงที่มีชนิดราคากำกับอยู่เท่านั้น
แต่ก็สามารถนำดวงกลางที่ไม่มีชนิดราคาหน้าดวงผนึกร่วมไปด้วยกันได้เช่นกัน
ทั้งนี้หากจะใช้พร้อมกันทั้งชุดก็จะสื่อความหมาย
พระราชอัจฉริยภาพได้อย่างครบถ้วน

แสตมป์ชุดเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นอีกชุดหนึ่งที่ควรค่าแก่การสะสมอย่างยิ่ง
โดยหาซื้อได้ตั้งแต่วันแรกจำหน่าย 5 ธ.ค.นี้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์
ที่เปิดทำการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ เช่น ป.ณ.จตุจักร ราชดำเนิน พระราม 2
หัวหมาก ในเขตกทม. รวมทั้งป.ณ.จังหวัดทุกแห่ง
และป.ณ.ท่าอากาศยาน กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่
ส่วนที่ทำการไปรษณีย์นอกเหนือจากนี้ จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 6 ธ.ค.เป็นต้นไป
เช่นเดียวกับแสตมป์ชุดพระปูชนียาจารย์ที่ได้รับความนิยมสั่งจองไว้
เป็นจำนวนมาก
สนใจติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งใกล้บ้าน
หรือ Call Center โทร. 1545 ในวันและเวลาทำการ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

Saturday, November 26, 2005

A Hug

A hug is a wonderful gift to share;
a way to show each other that we care.
There is so much a hug is able to do,
When you feel those arms, holding you.

It is a place to feel safe and warm;
a comfort for a sad heart that is torn.
An expression of the love in our heart,
for ones who we wish, never to be apart.


A greeting when we meet to say hello,
or to say goodbye when we have to go.
It can hold us up when life gets us down,
and make us smile, instead of frown.



A hug can be given for no reason at all,
and given to those, both big and small.
We're never too old to feel the joy it brings,
as it is one of life's, most pleasing things.



And for all of this beauty, a hug is free;
costs nothing, yet means so much to me.
We should all hug another to show we care,
for to feel a warm hug, nothing can compare...

Friday, November 25, 2005

Rain Drops



เมื่อวาน ค้นหาข้อมูลเรื่องร้อยแก้ว ร้อยกรอง
ให้ลูกชาย ได้เจอกลอนสวยๆ
อยากเอามาให้ได้อ่าน ได้ดูรูปแบบกัน
ไม่แน่ใจว่าจะคุ้นเคยกันบ้างรึเปล่านะคะ

บทร้อยกรองชื่อ "หยาดฝน"
ที่วางเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
เหมือนเป็นเม็ดฝนหล่นจากฟ้า
ตรงกับเนื้อความที่พรรณาไว้
ดังนี้



เด็ก
คนนั้น
มองสายฝน
ภายนอกหน้าต่าง
หยาดน้ำฝนจากฟ้า
หลั่งมาเป็นสาย
ดู ซิ จ๊ะ
น้ำฝน
ใส
สาว
คนนั้น
มองสายฝน
ภายในหัวใจ
หยาดน้ำฝนจากใจ
หลั่งมาเป็นสาย
ดู ซิ จ๊ะ
น้ำฝน
ขุ่น

(หยาดฝน : ผกาดิน)

ขอบคุณข้อมูลจากสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช


Thursday, November 17, 2005

คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม

คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่สัมผัสความรู้สึกแบบน ี้

เวลาไม่มีเงิน...........คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและ แม่
แต่พอมีเงิน.............คนแรกที่คิดถึงคือแฟน และเพื่อน

อยากได้รถ.............คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและ แม่
แต่พอมีรถ..............คนแรกที่จะไปรับคือแฟน และเพื่อน

ร้านอาหารหรูๆ บรรยากาศคลาสิค.....มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน
อาหารบนโต๊ะที่บ้าน.......................มีสำหรับพ่อและแม่

โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า.......มีไว้สำหรับแฟน และเพื่อน
ทีวี และสวนหน้าบ้าน...........มีไว้สำหรับพ่อ และแม่

พ่อ และแม่ คิดบัญชีค่าใช้จ่ายก่อนนอน...เพื่อความอยู่รอด
ลูกนอนคุยโทรศัพท์ เล่นเน็ต ก่อนนอน...เพื่อให้หลับฝันดี

เวลาเรามีความสุข..........มักจะมองหาแฟน และเพื่อน
เวลาเรามีความทุกข์........คนที่กังวล หดหู่ และเศร้าสลดใจ คือพ่อ และแม่

เวลาประสบความสำเร็จ........เรามักมองหาแฟน
และเพื่อนเพื่อนัดฉลองและสังสรรค์....
คนที่ดีใจที่สุดคือพ่อและแม่.......แต่กลับกลายเป็นคนที่เรามองข้ามไป

ลูกไปรื่นเริงตามโรงหนัง เธค ผับ โต๊ะสนุ๊ก ฯลฯ
.....พ่อและแม่ กำลังทำงาน หรือนอนหลับเก็บแรง
....ไว้ทำงานหาเงินในวันรุ่งขึ้น
เพื่อแลกความสุขของลูก อยากให้ลูกเรียนสูงๆ

เวลาแต่งงาน.......คนที่เป็นธุระหาสินสอดทองหมั้น คือพ่อและแม่
.........คนที่มีความสุขคือลูก

พ่อ และแม่ตำหนิ ตักเตือน บางครั้งเต็มไปด้วยอารมณ์.........เพื่อให้ลูกได้ดี
แต่ลูกคิดว่าสิ่งที่ พ่อและแม่พูด.......เป็นแค่เรื่องไร้สาระ

พ่อ และแม่...คือผู้ฝ่าฟันปัญหาเป็นร้อยพันประการ เพื่อลูก
แต่พอลูกมีปัญหา....มักคิดได้แค่ ท้อถอย หดหู่ หรืออยากตาย!!!!

พ่อ และแม่คือผู้ที่ปกป้อง และยืนเคียงข้างลูก จวบจนชีวิตจะหาไม่
ลูกกำลังคิดถึงสิ่งใด...???

เคยบ้างไหม ที่จะคิดถึง หรือกระทั่งนึกถึงพ่อแม่
ในยามที่คุณมีความสุข
เคยบ้างไหม ที่คิดจะแบ่งปันความสุขเหล่านั้นให้ท่าน
เคยบ้างไหม ที่คิดจะกลับไปเยี่ยมเยียนท่าน
หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์ไปถามสารทุกข์ สุกดิบ

ลองย้อนคิดดูกันหน่อยนะคะ
อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านเลยไป
... จนกระทั่งสายเกินไป
ไม่มีโอกาสจะได้พบเจอ หรือแม้กระทั่ง เรียก พ่อ หรือ แม่ อีก

Tuesday, November 15, 2005

ทำไมต้องรอถึงวันพรุ่งนี้


เราต่างมีวันนี้ นาทีนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น
หลายครั้งที่เราบอกกับตัวเองว่า

"พรุ่งนี้"

...พรุ่งนี้ค่อยทำ...
พรุ่งนี้ฉันจะรักเธอ...
พรุ่งนี้ฉันจะฝึกสมาธิ...
พรุ่งนี้ฉันจะกินมังสวิรัติ...
พรุ่งนี้ฉันจะเลิกบุหรี่...
พรุ่งนี้ฉันจะขอโทษเขา...
พรุ่งนี้ให้อภัย...

สารพัดสารพันพรุ่งนี้...

แต่...พรุ่งนี้...ไม่เคยมาถึง

ในความเป็นจริง เราไม่ได้มีชีวิตอยู่กับวันพรุ่งนี้
เรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้ กับห้วงเวลานี้เท่านั้น
ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้เลยว่า
... เสี้ยววินาทีต่อจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้น

หากห้วงนี้ยามนี้ฉันหลับตาลง และหลับไปอย่างนิจนิรันดร์
คงมีหลายอย่างที่ฉันพลาดไป และไม่ได้ทำในชีวิต
หลายครั้งเรารอให้โอกาสมาถึง รอให้วันพรุ่งนี้มาถึง
แต่โอกาสไม่มีวันมาถึง วันพรุ่งนี้ไม่เคยมาถึง
ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้น
ไม่เพียงแต่เรากำลังหลอกคนรอบข้าง
แต่เรากำลังหลอกตัวเองด้วย

จริงๆแล้ว โอกาสอยู่ในมือเราแล้วตอนนี้ เวลานี้
โอกาสอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา และก่อนที่เราจะมาอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ

พระพุทธเจ้าสอนเราให้อยู่กับ "ปัจจุบัน"
อาจารย์ศิลป์ พีระศรี พูดว่า "พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"
"โอโช" บอกเราว่า "Why Tomorrow? Why not now?"

ใช่สิ ทำไม...ทำไมไม่เดี๋ยวนี้?
เราเคยลองถามตัวเองไหม หากได้มองกลับเข้าไปในชีวิต
เราชอบที่จะผลัดวันประกันพรุ่งให้กับตัวเองและชีวิต
จริงๆแล้วการผลัดวันประกันพรุ่ง
เป็นเพียงกลอุบายของจิตที่ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง
แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราพลาดโอกาสไป

ในที่สุด เราก็จะมาถึงทางตันของชีวิต คือ "ความตาย"
และสุดท้ายแล้วก็ไม่มีโอกาสใดๆหลงเหลืออีกเลยในชีวิต
ทำไมเราไม่ลองคิดว่า
เราเหลือเพียงวินาทีสุดท้ายในชีวิต
เรากำลังจะตายไปจากโลกนี้
หรือโลกนี้จะแตกดับไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

หากคิดเช่นนั้น ชีวิตเราคงจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...
เราคงจะมีชีวิตอยู่กับ "ชีวิตจริงๆ" ของเรามากขึ้น
มากกว่าที่มีชีวิตอยู่กับบ้านหลังใหญ่หรือหลังต่อไป
รถคันใหม่หรือคันต่อๆไป ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในธนาคาร
เก้าอี้ในสำนักงานตำแหน่งที่วาดหวัง
หรืออยู่กับการเข่นฆ่า แย่งชิงความเป็นใหญ่
หรือการทำสงครามใดๆในโลก...

คนส่วนใหญ่วางแผนการดำเนินชีวิตไว้ราวกับว่า
ชีวิตคือสิ่งที่ออกแบบได้ตายตัว และเป็นอมตะนิรันดร์

เขาวางแผนไว้ว่าจะเรียนจบเมื่ออายุ 21
หลังจากนั้นทำงาน เก็บเงินแต่งงานเมื่ออายุ 29
จะมีลูกเมื่ออายุ 32
แล้วก็จะปลดละวางตัวเองตอนอายุ 50
เสร็จแล้วก็จะเดินทางค้นหาความจริงให้กับชีวิต
หรือจะเข้าวัด
บ้างก็ว่าจะเดินทางรอบโลก
บ้างก็ว่าจะพักผ่อนหาความสุขให้กับชีวิต

แต่เราแน่ใจได้หรือว่า วันเหล่านั้นจะมาถึง
หรือคุณจะมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันนั้น...
ไม่หรอก มันไม่มี เรามีเพียงวันนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น
อย่าลังเลที่จะทำอะไร หรือเติมสิ่งดีๆให้ชีวิตเลย

การพักผ่อนไม่ใช่จะมีได้เมื่อตอนปลดเกษียณ
ฮันนีมูนก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้เฉพาะตอนแต่งงานใหม่ๆ
การจะบอกรักใครสักคน
ก็ไม่ใช่บอกในวันที่เขาลาจากโลกนี้ไปแล้ว
หรือบางครั้งเราเองต่างหากที่จะจากโลกนี้ไปก่อน
ที่จะได้บอกคำนั้นกับใครสักคน

การค้นหาความจริงแห่งชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกัน
มันไม่มีป้ายบอก วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันหมดอายุ
มันมีอยู่จริง ไม่ว่าเราจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ตาม
มีแต่ชีวิตเราต่างหากที่มีวันหมดอายุ

หากวันนี้เราคิดที่จะศึกษาหรือค้นหาความจริงแห่งชีวิต
ความจริงก็ได้เปิดออกอยู่ตรงหน้าเราแล้ว
อย่ารีรออีกเลย
เพราะพรุ่งนี้...จะไม่มีวันมาถึง...

ชีวิตของเราเริ่มต้นเมื่อวันที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะตาย
หรือ
จงใช้ชีวิตวันนี้ให้เหมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต

มันก็เหมือนกัน ความหมายเหมือนกันว่า
คนเราไม่รู้จักคุณค่าของชีวิตจนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง
วันนั้นแหละที่เราจะรู้ว่าเราอยากทำอะไร
แล้วทำไมเราต้องรอจนกระทั่งวันสุดท้ายมาถึงก่อน
จึงคิดจะทำอะไรที่ใจอยากทำ

แล้วถ้าสมมุติว่าพรุ่งนี้คุณกำลังจะจากคนที่คุณรักไปล่ะ
วันนี้คุณจะทำอะไรให้เค้าก่อน??
มาทำวันนี้ ให้มีค่าที่สุด สำหรับตัวเอง
และ คนที่คุณรักเถอะค่ะ
เวลา ไม่ใช่ของเราตลอดไปหรอกนะ

... อย่าเผลอลืมอีกล่ะ