Tuesday, November 15, 2005

ทำไมต้องรอถึงวันพรุ่งนี้


เราต่างมีวันนี้ นาทีนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น
หลายครั้งที่เราบอกกับตัวเองว่า

"พรุ่งนี้"

...พรุ่งนี้ค่อยทำ...
พรุ่งนี้ฉันจะรักเธอ...
พรุ่งนี้ฉันจะฝึกสมาธิ...
พรุ่งนี้ฉันจะกินมังสวิรัติ...
พรุ่งนี้ฉันจะเลิกบุหรี่...
พรุ่งนี้ฉันจะขอโทษเขา...
พรุ่งนี้ให้อภัย...

สารพัดสารพันพรุ่งนี้...

แต่...พรุ่งนี้...ไม่เคยมาถึง

ในความเป็นจริง เราไม่ได้มีชีวิตอยู่กับวันพรุ่งนี้
เรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้ กับห้วงเวลานี้เท่านั้น
ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้เลยว่า
... เสี้ยววินาทีต่อจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้น

หากห้วงนี้ยามนี้ฉันหลับตาลง และหลับไปอย่างนิจนิรันดร์
คงมีหลายอย่างที่ฉันพลาดไป และไม่ได้ทำในชีวิต
หลายครั้งเรารอให้โอกาสมาถึง รอให้วันพรุ่งนี้มาถึง
แต่โอกาสไม่มีวันมาถึง วันพรุ่งนี้ไม่เคยมาถึง
ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้น
ไม่เพียงแต่เรากำลังหลอกคนรอบข้าง
แต่เรากำลังหลอกตัวเองด้วย

จริงๆแล้ว โอกาสอยู่ในมือเราแล้วตอนนี้ เวลานี้
โอกาสอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา และก่อนที่เราจะมาอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ

พระพุทธเจ้าสอนเราให้อยู่กับ "ปัจจุบัน"
อาจารย์ศิลป์ พีระศรี พูดว่า "พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"
"โอโช" บอกเราว่า "Why Tomorrow? Why not now?"

ใช่สิ ทำไม...ทำไมไม่เดี๋ยวนี้?
เราเคยลองถามตัวเองไหม หากได้มองกลับเข้าไปในชีวิต
เราชอบที่จะผลัดวันประกันพรุ่งให้กับตัวเองและชีวิต
จริงๆแล้วการผลัดวันประกันพรุ่ง
เป็นเพียงกลอุบายของจิตที่ทำให้เรารู้สึกมีความหวัง
แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราพลาดโอกาสไป

ในที่สุด เราก็จะมาถึงทางตันของชีวิต คือ "ความตาย"
และสุดท้ายแล้วก็ไม่มีโอกาสใดๆหลงเหลืออีกเลยในชีวิต
ทำไมเราไม่ลองคิดว่า
เราเหลือเพียงวินาทีสุดท้ายในชีวิต
เรากำลังจะตายไปจากโลกนี้
หรือโลกนี้จะแตกดับไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

หากคิดเช่นนั้น ชีวิตเราคงจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...
เราคงจะมีชีวิตอยู่กับ "ชีวิตจริงๆ" ของเรามากขึ้น
มากกว่าที่มีชีวิตอยู่กับบ้านหลังใหญ่หรือหลังต่อไป
รถคันใหม่หรือคันต่อๆไป ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในธนาคาร
เก้าอี้ในสำนักงานตำแหน่งที่วาดหวัง
หรืออยู่กับการเข่นฆ่า แย่งชิงความเป็นใหญ่
หรือการทำสงครามใดๆในโลก...

คนส่วนใหญ่วางแผนการดำเนินชีวิตไว้ราวกับว่า
ชีวิตคือสิ่งที่ออกแบบได้ตายตัว และเป็นอมตะนิรันดร์

เขาวางแผนไว้ว่าจะเรียนจบเมื่ออายุ 21
หลังจากนั้นทำงาน เก็บเงินแต่งงานเมื่ออายุ 29
จะมีลูกเมื่ออายุ 32
แล้วก็จะปลดละวางตัวเองตอนอายุ 50
เสร็จแล้วก็จะเดินทางค้นหาความจริงให้กับชีวิต
หรือจะเข้าวัด
บ้างก็ว่าจะเดินทางรอบโลก
บ้างก็ว่าจะพักผ่อนหาความสุขให้กับชีวิต

แต่เราแน่ใจได้หรือว่า วันเหล่านั้นจะมาถึง
หรือคุณจะมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันนั้น...
ไม่หรอก มันไม่มี เรามีเพียงวันนี้ และวินาทีนี้เท่านั้น
อย่าลังเลที่จะทำอะไร หรือเติมสิ่งดีๆให้ชีวิตเลย

การพักผ่อนไม่ใช่จะมีได้เมื่อตอนปลดเกษียณ
ฮันนีมูนก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้เฉพาะตอนแต่งงานใหม่ๆ
การจะบอกรักใครสักคน
ก็ไม่ใช่บอกในวันที่เขาลาจากโลกนี้ไปแล้ว
หรือบางครั้งเราเองต่างหากที่จะจากโลกนี้ไปก่อน
ที่จะได้บอกคำนั้นกับใครสักคน

การค้นหาความจริงแห่งชีวิตก็เฉกเช่นเดียวกัน
มันไม่มีป้ายบอก วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันหมดอายุ
มันมีอยู่จริง ไม่ว่าเราจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ตาม
มีแต่ชีวิตเราต่างหากที่มีวันหมดอายุ

หากวันนี้เราคิดที่จะศึกษาหรือค้นหาความจริงแห่งชีวิต
ความจริงก็ได้เปิดออกอยู่ตรงหน้าเราแล้ว
อย่ารีรออีกเลย
เพราะพรุ่งนี้...จะไม่มีวันมาถึง...

ชีวิตของเราเริ่มต้นเมื่อวันที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะตาย
หรือ
จงใช้ชีวิตวันนี้ให้เหมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต

มันก็เหมือนกัน ความหมายเหมือนกันว่า
คนเราไม่รู้จักคุณค่าของชีวิตจนวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง
วันนั้นแหละที่เราจะรู้ว่าเราอยากทำอะไร
แล้วทำไมเราต้องรอจนกระทั่งวันสุดท้ายมาถึงก่อน
จึงคิดจะทำอะไรที่ใจอยากทำ

แล้วถ้าสมมุติว่าพรุ่งนี้คุณกำลังจะจากคนที่คุณรักไปล่ะ
วันนี้คุณจะทำอะไรให้เค้าก่อน??
มาทำวันนี้ ให้มีค่าที่สุด สำหรับตัวเอง
และ คนที่คุณรักเถอะค่ะ
เวลา ไม่ใช่ของเราตลอดไปหรอกนะ

... อย่าเผลอลืมอีกล่ะ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home